Nura Logo

เบาหวาน – ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

Share:

เบาหวาน

เบาหวานคืออะไร?

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากร่างกายมีความผิดปกติในการผลิตอินซูลิน การออกฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งสองปัจจัยร่วมกัน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อหลอดเลือดและเส้นประสาท และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ไต ดวงตา และเท้า

หนึ่งในความท้าทายของโรคเบาหวานคือ ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจไม่มีอาการที่ชัดเจน โดยเฉพาะในระยะแรก การตรวจคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยงจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท?

โรคเบาหวานมีหลายประเภท โดยประเภทที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)

เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์เบตาในตับอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยมากหรือไม่สามารถผลิตได้

ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดอินซูลิน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น แต่สามารถพบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)

เป็นโรคเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) และเมื่อเวลาผ่านไป ตับอ่อนอาจไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้เช่นกัน โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งพันธุกรรม น้ำหนักตัว การรับประทานอาหาร และรูปแบบการใช้ชีวิต

3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการตอบสนองต่ออินซูลินที่ลดลงในช่วงตั้งครรภ์

ภาวะนี้ควรได้รับการประเมินและติดตามระหว่างการตั้งครรภ์ ในหลายรายระดับน้ำตาลสามารถกลับเข้าสู่ช่วงปกติหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตเพิ่มขึ้น จึงควรได้รับการตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์

แล้วภาวะก่อนเบาหวานคืออะไร?

ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) ไม่ใช่ประเภทของโรคเบาหวาน แต่หมายถึงภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

ผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานอาจยังไม่มีอาการ แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

การปรับพฤติกรรม เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ และการควบคุมน้ำหนัก สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และในบางรายอาจช่วยให้ระดับน้ำตาลกลับเข้าสู่ช่วงปกติได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่

  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • มีกิจกรรมทางกายน้อยหรือใช้ชีวิตแบบนั่งเป็นส่วนใหญ่
  • มีความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันในเลือดผิดปกติ
  • เคยมีภาวะก่อนเบาหวาน
  • เคยมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคเบาหวาน แต่เป็นเหตุผลที่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและต่ำที่ควรรู้

ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจพบทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับยาลดระดับน้ำตาลบางชนิด

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินหรือยาบางชนิดที่เพิ่มการหลั่งอินซูลิน

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • เหงื่อออก
  • มือสั่น
  • ใจสั่น
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะ
  • หิวหรืออ่อนเพลีย
  • รู้สึกวิตกกังวล
  • สมาธิลดลงหรือสับสน
  • ตามัว

หากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก อาจทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่รุนแรงถือเป็นภาวะฉุกเฉินและควรได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)

หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของหลอดเลือดและเส้นประสาท และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตจากเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนทางตา และปัญหาเกี่ยวกับเท้า

ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากและรุนแรง อาจเกิดภาวะฉุกเฉิน ได้แก่

ภาวะคีโตแอซิโดซิสจากเบาหวาน (Diabetic Ketoacidosis: DKA) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 แต่สามารถเกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน

และ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากร่วมกับภาวะเลือดมีความเข้มข้นสูง (Hyperosmolar Hyperglycemic State: HHS) ซึ่งพบได้บ่อยกว่าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ทั้งสองภาวะสามารถรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการที่อาจพบเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • กระหายน้ำมากกว่าปกติ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • เหนื่อยหรืออ่อนเพลีย
  • ตามัว
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
  • ปากแห้ง
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน

ในกรณีที่เกิดภาวะ DKA อาจมีอาการเพิ่มเติม เช่น ปวดท้อง หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก และมีกลิ่นลมหายใจคล้ายผลไม้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น อาจไม่มีอาการที่ชัดเจน ดังนั้นการไม่มีอาการจึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีความผิดปกติ

การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างไร?

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสามารถช่วยค้นหาภาวะก่อนเบาหวานหรือโรคเบาหวานในผู้ที่ยังไม่มีอาการได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

การตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วางแผนการดูแลสุขภาพ และหากจำเป็น สามารถเริ่มการรักษาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

การตรวจเพื่อประเมินระดับน้ำตาลในเลือด

1. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร

Fasting Plasma Glucose (FPG)

เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ใช้สำหรับประเมินภาวะก่อนเบาหวานและโรคเบาหวาน

2. การทดสอบความทนต่อกลูโคส

Oral Glucose Tolerance Test (OGTT)

เป็นการตรวจระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร และดื่มสารละลายกลูโคสตามมาตรฐาน จากนั้นตรวจระดับน้ำตาลตามช่วงเวลาที่กำหนด

การตรวจวิธีนี้สามารถใช้ในการประเมินภาวะก่อนเบาหวานและโรคเบาหวาน และมีบทบาทสำคัญในการประเมินเบาหวานขณะตั้งครรภ์

3. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่ม

Random Plasma Glucose

สามารถตรวจได้โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และมีบทบาทในการประเมินผู้ที่มีอาการหรือมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นโรคเบาหวาน

4. การตรวจ HbA1c

HbA1c (Hemoglobin A1c) เป็นการตรวจสัดส่วนของฮีโมโกลบินที่จับกับน้ำตาลกลูโคส ซึ่งสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา

โดยทั่วไป เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่

  • HbA1c ต่ำกว่า 5.7% – อยู่ในช่วงปกติ
  • HbA1c 5.7–6.4% – อยู่ในช่วงภาวะก่อนเบาหวาน
  • HbA1c ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป – อยู่ในช่วงที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคเบาหวานไม่ควรพิจารณาจากผลตรวจเพียงอย่างเดียว โดยควรพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ และผลตรวจอื่นตามความเหมาะสม

ในผู้ที่ไม่มีอาการ หากผลตรวจเข้าเกณฑ์การวินิจฉัย อาจจำเป็นต้องตรวจยืนยันซ้ำตามแนวทางทางการแพทย์

นอกจากนี้ HbA1c อาจมีข้อจำกัดในบางภาวะ เช่น ภาวะที่มีผลต่ออายุของเม็ดเลือดแดงหรือความผิดปกติของฮีโมโกลบิน ดังนั้นควรให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมของการตรวจเป็นรายบุคคล

ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองเบาหวาน?

การตรวจคัดกรองอาจมีความสำคัญเป็นพิเศษในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
  • มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • มีความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันในเลือดผิดปกติ
  • เคยมีภาวะก่อนเบาหวาน
  • เคยมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • มีกิจกรรมทางกายน้อย
  • มีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่แพทย์เห็นว่าควรได้รับการตรวจ

ทั้งนี้ อายุที่ควรเริ่มตรวจและความถี่ในการตรวจอาจแตกต่างกันตามปัจจัยเสี่ยงและแนวทางที่ใช้ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

การดูแลและควบคุมโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การรักษาที่เหมาะสม และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

แนวทางการดูแลอาจประกอบด้วย

  • รับประทานอาหารอย่างสมดุลและเหมาะสมกับภาวะสุขภาพ
  • ออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • รับประทานยาหรือใช้อินซูลินตามคำแนะนำของแพทย์
  • ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดตามความเหมาะสม
  • ตรวจติดตามภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเป็นระยะ
  • ปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สิ่งสำคัญคือ รู้ความเสี่ยง ตรวจพบให้เร็ว และดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

การตรวจคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยง ร่วมกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การมีกิจกรรมทางกาย และการมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

รู้ความเสี่ยงให้เร็ว ตรวจพบให้ไว และดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ผลการตรวจคัดกรองควรได้รับการประเมินร่วมกับประวัติ อาการ และปัจจัยทางสุขภาพของแต่ละบุคคลโดยแพทย์

Featured

ภาวะสุขภาพ

7 ภาวะสุขภาพที่อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม – รู้เท่าทัน ตรวจพบเร็ว และดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

มะเร็งปาดมดลูก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก: รู้เร็ว ลดความเสี่ยง และป้องกันได้

Latest

โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและห

ภาวะขาดวิตามินดี

เมื่อพูดถึง

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

โรคปอดอุดกั้

แนวคิดใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นห

Related blogs

Chat with Nura's AI Assistant AI Chat
Chat with Us on LINE Call Call at +66 2-0566-999 Call
NURA AI Assistant